New Document   
    Mohd Nasir Isa   
    nothing   
    administrator manage system   
    Hacked By Me   
    dslkldkl   
    ควรใช้ชื่อที่กระทัดรัดไม่ยาวมากเกินไป   
    ประวัติสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย   
    กฎ / กติกาการแข่งขันกีฬาตะกร้อ   
    fgfgfgfgf   
    calendar 2012   
    ประวัติกีฬาตะกร้อ   
    King's Cup   
    Prince Cup   
    Princess_Cup   
    LINK TAKRAW   



เทปการแข่งขัน
VDO การฝึกตะกร้อ



  รูปสวยจากคนรักตะกร้อ

POST
คลิกดูรูป



นักกีฬาตะกร้อลอดห่วง รุ่นอายุ 12 ปี ชาย จ.ขอนแก่น คว้าแชมป์ประเทศไทย 2 สมัยติดกัน

Online 16


ตู้จดหมายสมาคม


 

  
ประวัติศาสตร์กีฬาตะกร้อของประเทศไทย

ประวัติศาสตร์กีฬาตะกร้อของประเทศไทย

โดย... นายปิยศักดิ์  มุทาลัย

BY…  PIYASAK  MUTALAI

( 1  พฤศจิกายน  2550 )

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                    ( 1 November,2007 )

                        เมื่อบรรพกาล อนุมานว่า ปี พ.. 2133-2149 (.. 1590-1606) ประเทศไทย เดิมชื่อ “ประเทศสยาม” เมื่อครั้ง “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในยุคสมัย “กรุงศรีอยุธยา” เป็นเมืองหลวง คนไทยหรือคนสยาม มีการเริ่มเล่นตะกร้อที่ทำด้วย “หวาย” ซึ่งเป็นการเล่น “ตะกร้อวง” (ล้อมวงกันเตะ)

                               ปี พ.. 2199-2231 (.. 1656-1688) มีหลักฐานพอจะอ้างอิงได้ว่า ในสมัย “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในยุคสมัย กรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองหลวง มีคณะสอนศาสนาชาว “ฝรั่งเศส” มาพำนักในกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2205 (22 August 1662) มีการสร้างวัดนักบุญยอเซฟ นิกายโรมันคาทอริก ซึ่งมีบันทึกของ “บาทหลวง เดรียง โลเนย์” ว่าชาวสยามชอบเล่นตะกร้อกันมาก

                               ต่อมา ปี พ.. 2315 (.. 1771) เป็นช่วงหมดยุค “กรุงศรีอยุธยา” ซึ่งเป็นตอนต้นแห่งยุคสมัย “กรุงธนบุรี” เป็นเมืองหลวง ได้มีชาวฝรั่งเศสชื่อ “นายฟรังซัว อังรี ตุระแปง” ได้บันทึกในหนังสือชื่อ “HISTOIRE  DU  ROYAUME  DE  SIAM” พิมพ์ที่ “กรุงปารีส” ระบุว่า “ชาวสยาม” ชอบเล่นตะกร้อในยามว่างเพื่อออกกำลังกาย

                               ปี พ.. 2395 (.. 1850) ในยุค “กรุงรัตนโกสินทร์” หรือ กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวง ยังมีข้ออ้างอิงในหนังสือชื่อ “NARATIVE  OF  A  FESIDENCE  IN  SIAM” ของชาวอังกฤษชื่อ “นายเฟรเดอริค อาร์   เซอร์นีล” ระบุว่ามีการเล่นตะกร้อในประเทศสยาม

                               การเล่นตะกร้อ ของคนไทยหรือคนสยาม มีหลักฐานอ้างอิงค่อนข้างจะชัดเจนว่ามีการเล่นกันมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัย “กรุงศรีอยุธยา” เป็นเมืองหลวง พยานหลักฐานสำคัญที่จะยืนยันหรืออ้างอิงได้ดีที่สุด น่าจะเป็นบทกวีในวรรณคดีต่าง ๆ ของแต่ละยุคสมัยที่ร้อยถ้อยความเกี่ยวพันถึง “ตะกร้อ” ไว้ เช่น

                               ปี พ.. 2276-2301 (.. 1733-1758) ในยุคสมัย “พระเจ้าบรมโกศ” ครอง “กรุงศรีอยุธยา” ซึ่งเป็นยุคที่วรรณคดีหรือวัฒนธรรมด้านอักษรศาสตร์เฟื่องฟู ก็มีกวีหลายบทเกี่ยวพันถึง “ตะกร้อ”

                               ปี พ.. 2352-2366 (.. 1809-1823) เป็นยุคตอนต้นของ “กรุงรัตนโกสินทร์” (กรุงเทพมหานคร) เป็นเมืองหลวง สมัย “พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” (รัชกาลที่ 2) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในพระราชนิพนธ์ร้อยกรองของวรรณคดีเรื่อง “อิเหนา” และเรื่อง “สังข์ทอง” มีบทความร้อยถ้อยความเกี่ยวพันถึง “ตะกร้อ” ด้วย

                               ปี พ.. 2366-2394 (.. 1823-1851) ในยุคสมัย “กรุงรัตนโกสินทร์” เป็นเมืองหลวง สมัย “สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” (รัชกาลที่ 3) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ในบทกวีของ “สุทรภู่” กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เขียนบทกวี นิราศเมืองสุพรรณ ในปี พ.. 2384 (.. 1841) มีร้อยถ้อยความเกี่ยวพันถึง “ตะกร้อ” ไว้เช่นกัน

                               เหตุผลหรือข้ออ้างที่กล่าวมาทั้งหลายทั้งปวง ย่อมถือเป็นพยานหลักฐานไว้ว่า “คนสยามหรือคนไทย” ได้เล่น “ตะกร้อ” มาเป็นเวลาช้านานแล้ว

                               ปี พ.. 2468-2477 (.. 1925-1934) ในยุคสมัย “กรุงรัตนโกสินทร์” เป็นเมืองหลวง สมัย “สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 7) ได้มีการปรับปรุงหรือดัดแปลงการเล่นตะกร้อขึ้นหลายรูปแบบ ซึ่งมี “ตะกร้อลอดห่วง”, “ตะกร้อข้ามตาข่าย”, “ตะกร้อชิงธง”, “ตะกร้อพลิกแพลง” และ การติดตะกร้อตามร่างกาย”

                               ปี พ.. 2470 (.. 1927) โดย “หลวงมงคลแมน” ชื่อเดิม “นายสังข์ บูรณะศิริ” เป็นผู้ริเริ่มวิธีการเล่น “ตะกร้อลอดห่วง” และเป็นผู้คิดประดิษฐ์ “ห่วงชัยตะกร้อ” ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งเดิม “ห่วงชัยตะกร้อ” เรียงติดกันลงมา มี 3 ห่วง แต่ละห่วงมีความกว้างไม่เท่ากัน กล่าวคือ ห่วงบนเป็นห่วงเล็ก, ห่วงกลางจะกว้างกว่าห่วงบน และห่วงล่างสุดมีความกว้างกว่าทุกห่วง เรียกว่า “ห่วงใหญ่”

                               ต่อมาได้มีการปรับปรุง-เปลี่ยนแปลง รูปทรงของห่วงชัยเป็น “สามเส้าติดกัน” โดยทั้ง 3 ห่วง (สามด้าน) มีความกว้างเท่ากัน ดังที่ใช้ทำการแข่งขันในปัจจุบัน

                               การติดตะกร้อตามร่างกาย สมควรต้องบันทึกหรือเขียนไว้เป็นหลักฐานด้วย เพราะถือว่าเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งการติดลูกตะกร้อไว้ตามร่างกายเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ต้องได้รับการฝึกอย่างมากประกอบกับพรสวรรค์ เพราะการติดลูกตะกร้อ ต้องกระทำกันโดยลูกตะกร้อลอยมาในอากาศ และผู้เล่นต้องใช้อวัยวะของร่างกาย เช่น หน้าผาก, ไหล่, คอ, คาง, ข้อพับแขน, ข้อพับขาด้านหลังหรือขาหนีบ เป็นต้น โดยไม่ให้ลูกตะกร้อตกพื้น ผู้ที่สมควรบันทึกไว้เป็นหลักฐานหรือเกียรติประวัติ มีจำนวน 5 คนได้แก่

                               1.  ปี พ.. 2470 (.. 1927) หม่องปาหยิน (คนพม่า) สามารถติดตะกร้อได้จำนวน 5 ลูก

                                    การที่นำเอาชื่อ หม่องปาหยิน บันทึกไว้เป็นประวัติการติดลูกตะกร้อของไทย ก็เพราะว่าหม่องปา

                                    หยิน อาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม มีภรรยาเป็นคนไทย, ประกอบอาชีพอยู่ในประ -

                                    เทศไทย จนเสียชีวิต

                               2.  นางชลอศรี ชมเฉวก เป็นชาว อำเภอหล่มสัก  จังหวัดเพชรบูรณ์ สามารถติดลูกตะกร้อได้ จำนวน

                                    9 ลูก

                               3.  นายแปลง สังขวัลย์ เป็นชาว กรุงเทพมหานคร สามารถติดลูกตะกร้อได้ จำนวน 9 ลูก

                               4.  นายคล่อง ไตรสุวรรณ เป็นชาว อำเภอปากพนัง  จังหวัดนครศรีธรรมราช สามารถติดลูกตะกร้อ

                                     ได้ 11 ลูก

                               5.  นายประสงค์  แสงจันทร์ เป็นชาว จังหวัดสิงห์บุรี สามารถติดลูกตะกร้อได้จำนวน 24 ลูก ซึ่งมี

                                    การดัดแปลงลูกตะกร้อบางลูกให้เล็กลง (ปัจจุบันอายุ 64 ปี ยังสามารถทำการแสดงโชว์)

                               ในช่วงปี พ.. 2470 (.. 1927) คนสยามหรือคนไทย มีความชื่นชอบกีฬาตะกร้อกันอย่างแพร่หลายขึ้น เพราะตามเทศกาลงานวัดต่าง ๆ ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น วัดสระเกศ (ภูเขาทอง), วัดโพธิ์ท่าเตียน, วัดอินทรวิหาร (บางขุนพรหม) ได้เชิญ หม่องปาหยิน ไปแสดงโชว์การติดลูกตะกร้อตามร่างกาย ซึ่งมีการเก็บเงินค่าชมด้วย หลังยุค หม่องปาหยิน ยังมี หม่อมราชวงศ์อภินพ  นวรัตน์ (หม่อมป๋อง) เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความสามารถเล่นตะกร้อพลิกแพลง ซึ่งก็ได้รับเชิญไปเดาะตะกร้อโชว์ตามเทศกาลงานวัด, โรงเรียน และมหาวิทยาลัยด้วย

                               ปี พ.. 2470 (.. 1927) ได้มีการจดทะเบียนก่อตั้ง “สมาคมกีฬาสยาม” อย่างเป็นทางการ โดยมี   “พระยาภิรมย์ภักดี” เป็น นายกสมาคมกีฬาสยาม คนแรก ซึ่งได้จัดให้มีการแข่งขัน “ตะกร้อข้ามตาข่าย” ที่ท้องสนามหลวง เป็นครั้งแรก

                               ปี พ.. 2472 (.. 1929) นายผล  พลาสินธุ์ ร่วมกับ นายยิ้ม  ศรีหงส์, หลวงสำเร็จวรรณกิจ และ ขุนจรรยาวิทิต ได้ปรับปรุง-แก้ไขวิธีการเล่น ตะกร้อข้ามตาข่าย ซึ่งบางคนก็ได้อ้างว่า กลุ่มของ นายผล  พลาสินธุ์ เป็นผู้คิดวิธีการเล่นตะกร้อ “ข้ามเชือก” มาก่อน โดยดัดแปลงจากกีฬา “แบดมินตัน” และได้มีการจัดการแข่งขันที่              “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เป็นครั้งแรก

                               ข้ออ้างดังกล่าว ผู้เขียนไม่สามารถยืนยันได้ และขอยกคุณงามในคุณูปการให้แก่ทุกท่านที่กล่าวนามไว้เป็นสาระสำคัญ

                               ปี พ.. 2475-2479 (.. 1932-1936) นายยิ้ม  ศรีหงส์ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ “โรงพิมพ์ศรีหงส์” เป็น นายกสมาคมกีฬาสยาม คนที่ 2 ได้จัดการแข่งขันกีฬาไทยหลายอย่าง เช่น กีฬาว่าว, ตะกร้อลอดห่วง, ตะกร้อข้ามตาข่าย, ตะกร้อวงเล็ก, ตะกร้อวงใหญ่ และตะกร้อชิงธง ที่ท้องสนามหลวง เป็นการเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกของประเทศสยาม หรือประเทศไทย

                               ปี พ.. 2476 (.. 1933) นาวาเอกหลวงศุภชลาศัย ร.. ได้ก่อตั้ง “กรมพลศึกษา” และท่านก็ได้ดำรงตำแหน่ง “อธิบดีกรมพลศึกษา” คนแรก จึงได้รับสมญานามว่า “บิดาแห่งกรมพลศึกษา” ซึ่งท่านเป็นผู้มีความสำคัญยิ่ง ในการปรับปรุง-แก้ไข วิธีการเล่นตะกร้อ โดยมีผู้ให้ความช่วยเหลือที่สำคัญ จำนวน 5 คน คือ คุณพระวิบูลย์, คุณหลวงมงคลแมน, คุณหลวงประคูณ, พระยาอุดมพงษ์เพ็ญสวัสดิ์ และ พระยาภักดีนรเศรษฐ (นายเลิด) เป็นเจ้าของกิจการรถเมล์และโรงน้ำแข็ง

                               ปี พ.. 2479 (.. 1936) พระยาจินดารักษ์ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง “อธิบดีกรมพลศึกษา” คนที่ 2 ท่านได้เป็นประธานคณะกรรมการปรับปรุง-แก้ไข กติกากีฬาตะกร้อข้ามตาข่าย ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่ง “กรมพลศึกษา” ได้ประกาศใช้กติกากีฬาตะกร้อข้ามตาข่าย อย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.. 2480 (.. 1937) และจัดให้มีการแข่งขันระหว่างโรงเรียนมัธยมชาย ขึ้นทั่วประเทศไทย ด้วย

                               ปี พ.. 2480-2484 (.. 1937-1941) นาวาเอกหลวงศุภชลาศัย ร.. ได้เป็น “นายกสมาคมกีฬาสยาม”

                               ในช่วงปี พ.. 2482 (ปี ค.. 1939) “ประเทศสยาม” ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ประเทศไทย” จึงทำให้ นาวาเอกหลวงศุภชลาศัย ร.. ดำรงตำแหน่งสองสถานภาพในคราวเดียวกัน กล่าวคือ ดำรงตำแหน่ง “นายกสมาคมกีฬาสยาม” และ “นายกสมาคมกีฬาไทย” ด้วย เพราะว่า “สมาคมกีฬาสยาม” ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมกีฬาไทย” ตามการเปลี่ยนชื่อของประเทศ นั่นเอง

                               ปี พ.. 2484-2490 (.. 1941-1947) พระยาจินดารักษ์ เป็น นายกสมาคมกีฬาไทย

                               ปี พ.. 2490-2498 (.. 1947-1955) พันเอกหลวงรณสิทธิ์ เป็น นายกสมาคมกีฬาไทย

                               ปี พ.. 2497-2498 (.. 1954-1955) จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็น ผู้อุปถัมภ์พิเศษ

                               ปี พ.. 2498-2500 (.. 1955-1957) จอมพลเรือหลวงยุทธศาสตร์โกศล ร..

                                                                                                    เป็น นายกสมาคมกีฬาไทย

                               ปี พ.. 2500-2503 (.. 1957-1960) พลเอกประภาส  จารุเสถียร เป็น นายกสมาคมกีฬาไทย

                               ในปี พ.. 2503 (.. 1960) พลเอกประภาส  จารุเสถียร ได้นำความกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์ปัจจุบัน) ขอให้ “สมาคมกีฬาไทย” อยู่ใน “พระบรมราชูปถัมภ์

                               วันที่ 18 เมษายน 2503 (18 April 1960) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับ “สมาคมกีฬาไทย” ไว้ใน “พระบรมราชูปถัมภ์”

                               สมาคมกีฬาไทย จึงได้เปลี่ยนสถานภาพเป็น “สมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

                               ปี พ.. 2502 (.. 1959) ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “กีฬาแหลมทอง” หรือ “เซียพเกมส์” ครั้งที่ 1 ประเทศพม่า ได้นำนักกีฬาตะกร้อ (พม่า เรียกตะกร้อว่า “ชินลง”) มาเล่นหรือแสดงตามรูปแบบของพม่า ให้คนไทยได้ชมในลักษณะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

                               ปี พ.. 2504 (.. 1961) ประเทศพม่า เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “กีฬาเซียพเกมส์ ครั้งที่ 2 ได้เชิญนักกีฬาตะกร้อไทยไปร่วมโชว์แสดง ซึ่งประเทศไทย ได้ส่งทีมตะกร้อลอดห่วง ไปทำการโชว์แสดง และได้รับการชื่นชอบจากชาวพม่าเป็นอย่างมาก

                               ปี พ.. 2504-2511 (ปี ค.. 1961-1968) พลเอกประภาส  จารุเสถียร เป็น นายกสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

 

                               ปฐมเหตุแห่งการบรรจุเข้าสู่กีฬาระดับชาติ

                               กีฬาตะกร้อ เป็นกีฬาของชนชาติเอเชีย ซึ่งมีหลายประเทศนิยมเล่นกัน แต่ละประเทศก็มีวิธีการเล่นหรือกติกาที่แตกต่างกัน

                               พม่า          เตะกันแบบล้อมเป็นวง (5-6 คน) พม่า เรียกตะกร้อว่า “ชินลง”

                               มาเลเซีย   เล่นตะกร้อข้ามตาข่าย ซึ่งดัดแปลงการเล่นมาจากกีฬาวอลเลย์บอล แต่ได้กำหนดให้สนามเล็กลง และมีผู้เล่นน้อยลง (จาก 6 คน เหลือ 3 คน) เรียกว่า “เซปัก รากา จาริง” โดยแปลความหมายได้ว่า “เตะตะกร้อข้ามตาข่าย” มาเลเซีย เรียกตะกร้อว่า “รากา”

 

                               กำเนิดกีฬาเซปักตะกร้อ

                               ระหว่างเดือน มีนาคม-เมษายน 2508 (March-April 1965) สมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดงานเทศกาล “กีฬาไทย” โดยจัดให้มีการแข่งขัน ว่าว, กระบี่-กระบอง และตะกร้อ ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร ซึ่งครั้งนั้น สมาคมกีฬาตะกร้อ จากเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ได้นำวิธีการเล่นตะกร้อของ “มาเลเซีย” คือ “เซปัก รากา จาริง” มาเผยแพร่ให้คนไทยรู้จัก ในเชิงเชื่อมสัมพันธไมตรี และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกติกาของตะกร้อไทยด้วย

                               สมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดให้มีการสาธิตกีฬาตะกร้อของทั้งสองประเทศ ระหว่างไทย กับ มาเลเซีย โดยผลัดกันเล่นตามกติกาของ “มาเลเซีย” 1 วัน, เล่นแบบกติกา ของไทย 1 วัน

 

                               กติกาของไทยสมัยก่อน เรียกว่า “ตะกร้อข้ามตาข่าย” สาระสำคัญของกติกาพอสังเขป ดังนี้

                               1. สนามแข่งขันและตาข่ายคล้ายกันกับ กีฬาแบดมินตัน (ความยาวสนามสั้นกว่า)

                               2. จำนวนผู้เล่นและคะแนนการแข่งขัน

                                    2.1 การเล่น 3 คน แต่ละเซท จบเกมที่ 21 คะแนน (แข่งขัน 2 ใน 3 เซท)

                                    2.2 การเล่น 2 คน (คู่) แต่ละเซท จบเกมที่ 15 คะแนน (แข่งขัน 2 ใน 3 เซท)

                                    2.3 การเล่น 1 คน (เดี่ยว) แต่ละเซท จบเกมที่ 11 คะแนน (แข่งขัน 2 ใน 3 เซท)

                               3. ผู้เล่นแต่ละคน-แต่ละทีม สามารถเล่นได้ไม่เกิน 2 ครั้ง (2 จังหวะ)

                               4. ผู้เล่นแต่ละคน-แต่ละทีม ช่วยกันไม่ได้ หากผู้ใดถูกลูกตะกร้อจังหวะแรก ผู้นั้นต้องเล่นลูกให้ข้าม

                                    ตาข่ายต่อไป

                               5. การเสิร์ฟ แต่ละคนต้องโยนและเตะลูกด้วยตนเองตามลำดับกับมือ ซึ่งเรียกว่ามือ 1, มือ 2 และมือ

                                    3 มีลูกสั้น-ลูกยาว

                               กติกาของมาเลเซีย เล่นแบบ “ข้ามตาข่าย” เช่นเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า “เซปัก รากา จาริง” ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ดัดแปลงการเล่นมาจาก กีฬาวอลเลย์บอล โดยมีนักกีฬาฝ่ายละ 3 คน แต่ละคนสามารถเล่นลูกตะกร้อได้คนละ ไม่เกิน 3 ครั้ง/จังหวะ และสามารถช่วยกันได้ ต้องให้ลูกตะกร้อข้ามตาข่าย ซึ่งเมื่อก่อน “เซปัก รากา จาริง” แต่ละเซทจบเกมที่ 15 คะแนน แข่งขัน 2 ใน 3 เซท เช่นเดียวกัน

 

                               การสาธิตกีฬาตะกร้อระหว่างไทย กับ มาเลเซีย

                               วันแรก เล่นกติกาของไทย ปรากฏว่าไทยชนะด้วย 21 ต่อ 0 คะแนน นักกีฬาไทยประกอบด้วย         1. ...เจริญ  ศรีจามร, 2. ..จำเนียร  แสงสม และ 3. นายชาญ  ธรรมวงษ์ ซึ่งทั้ง 3 คนได้เสียชีวิตแล้ว

                               วันที่สอง เล่นกติกาของมาเลเซีย ปรากฏว่ามาเลเซีย ชนะด้วย 15 ต่อ 1 คะแนน นักกีฬาไทยประกอบด้วย 1. ..สวัลย์  วงศ์พิพัฒน์, 2. นายประเสริฐ  นิ่มงามศรี และ 3. นายสำเริง  หวังวิชา ซึ่งทั้ง 3 คนได้เสียชีวิตแล้ว

                               จากผลของการสาธิต แสดงให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างถนัดหรือมีความสามารถการเล่นในกติกาของตน จึงได้มีการประชุมพิจารณาร่วมกัน กำหนดกติกาการเล่นตะกร้อขึ้นใหม่ เพื่อนำเสนอเข้าแข่งขันใน “กีฬาเซียพเกมส์” ต่อไป

                               ข้อตกลงสรุปได้ดังนี้...

                               - วิธีการเล่นและรูปแบบสนามแข่งขัน ให้ถือเอารูปแบบของประเทศ “มาเลเซีย”

                               - อุปกรณ์การแข่งขัน (ลูกตะกร้อ-เน็ต) และขนาดความสูงของเน็ต ให้ถือเอารูปแบบของประเทศ

                                  “ไทย”

                               - และได้ตั้งชื่อกีฬาตะกร้อนี้ว่า “เซปัก-ตะกร้อ” เป็นภาษาของ 2 ชาติรวมกัน กล่าวคือคำว่า “เซปัก”

                                 เป็นภาษามาเลเซีย แปลว่า “เตะ” คำว่า “ตะกร้อ” เป็นภาษาไทย หมายถึง ลูกบอล

                               ปี พ.. 2508 (.. 1695) ประเทศมาเลเซีย เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “กีฬาเซียพเกมส์” ครั้งที่ 3 ได้บรรจุ “กีฬาเซปักตะกร้อ” เข้าแข่งขันระดับชาติเป็นครั้งแรก โดยมีการแข่งขันประเภททีมชุดเพียงประเภทเดียว (แข่งขัน 2 ใน 3 ทีม) ซึ่งมีทีมส่งเข้าร่วมการแข่งขัน 3 ชาติ ได้แก่ มาเลเซีย, ไทย และสิงคโปร์ การแข่งขันครั้งนั้น ทีมไทยกับทีมมาเลเซีย เป็นคู่ชิงชนะเลิศ ผลของการแข่งขันปรากฏว่า ทีมมาเลเซีย ได้ครองเหรียญทอง สามารถชนะทีมไทยทั้ง 3 ทีม

                               ปี พ.. 2510 (.. 1967) ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “กีฬาเซียพเกมส์” ครั้งที่ 4 มีทีมส่งเข้าร่วมการแข่งขัน 4 ชาติ ได้แก่ ไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และลาว การแข่งขันครั้งนั้น ทีมไทย กับทีมมาเลเซีย เป็นคู่ชิงชนะเลิศ ผลของการแข่งขันปรากฏว่า ทีมไทย ได้ครองเหรียญทอง สามารถชนะทีมมาเลเซีย ทั้ง 3 ทีม

                               ปี พ.. 2512 (.. 1969) ประเทศพม่า เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “กีฬาเซียพเกมส์” ครั้งที่ 5 ไม่มีการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อ มีเพียงการโชว์แสดงการเล่นตะกร้อของแต่ละประเทศเท่านั้น ซึ่งประเทศไทย ได้นำทีมตะกร้อลอดห่วงไปแสดงโชว์

                               ปี พ.. 2512 (.. 1969) ประเทศไทย มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ชุดใหม่

                               ปี พ.. 2512-2516 (ปี ค.. 1969-1973) พลเอกประภาส  จารุเสถียร เป็นนายกสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

                               ปี พ.. 2517 (.. 1974) หลวงสัมฤทธิ์วิศวกรรม เป็นนายกสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

                               หลวงสัมฤทธิ์วิศวกรรม ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เพียงปีเดียวก็ลาออก เนื่องจากสุขภาพไม่ดี

                               ปี พ.. 2518-2526 (.. 1975-1983) พลโทผเชิญ  นิมิบุตร เป็นนายกสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

 

                               การก่อตั้ง “สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย”

                               ในช่วงที่ พลโทผเชิญ  นิมิบุตร ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่การพัฒนากีฬาเซปักตะกร้อภายในประเทศไทยอย่างมากมายหลายประการ ซึ่งเหตุการณ์ที่สำคัญได้แก่

                               ปี พ.. 2524 (.. 1981) คณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เห็นว่าสมาคมกีฬาไทยฯ มีความรับผิดชอบ “กีฬาไทย” หลายประเภท ดูแลไม่ทั่วถึง ไม่สามารถพัฒนา “กีฬาเซปักตะกร้อ” ให้ก้าวหน้าเท่าที่ควร จึงมีมติให้มีการจดทะเบียนก่อตั้ง “สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย” ขึ้น เพื่อมอบความรับผิดชอบหรือการพัฒนากีฬาตะกร้อโดยตรง โดยมี พันเอก (พิเศษ) เดชา กาลบุตร เป็นรักษาการนายกสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทยซึ่งได้รับใบอนุญาตการจัดตั้งตามใบอนุญาตเลขที่ ต.204/2526ลงวันที่ 17เมษายน2526(17 April,1983)

สำนักงานเลขที่179  ซอยเจริญพร  ถนนประดิพัทธ  แขวงเสนใน  เขตพญาไท  กรุงเทพมหานคร

                               เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2526 (20 August 1983) คณะกรรมการบริหารสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย ชุดรักษาการ รวมทั้งสโมสรสมาชิก ซึ่งได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ โดยการประชุมคราวนั้น ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่งต่อวงการกีฬาตะกร้อไทย คือ พันเอก (พิเศษ) เดชา  กาลบุตร ได้ขอลาออกจากรักษาการนายกสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย ด้วยเหตุผลชราภาพ และได้ขอมอบหมายหรือเสนอให้ พันเอกจารึก  อารีราชการัณย์ (ยศขณะนั้น) เป็น นายกสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย แทน ซึ่ง คณะกรรมการบริหารสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย ชุดรักษาการทุกคนเห็นชอบด้วย

 

                               เริ่มต้นการพัฒนากีฬาเซปักตะกร้อไทย

                               ปี พ.. 2521 (.. 1978) สมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กราบบังคมทูลขอถ้วยรางวัลพระราชทาน จาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร และถัดมาอีก 2 ปี ต่อมา ก็ได้มีการกราบบังคมทูลขอถ้วยรางวัลพระราชทาน จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อจะได้จัดให้มีการแข่งขันเซปักตะกร้อ ชิงถ้วยพระราชทานฯ 2 ใบดังกล่าว

                               โดยการจัดการแข่งขันเซปักตะกร้อ ชิงถ้วยพระราชทานของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร จนถึงปัจจุบัน เป็นครั้งที่ 29

                               และการจัดการแข่งขันเซปักตะกร้อ ชิงถ้วยพระราชทานของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จนถึงปัจจุบัน เป็นครั้งที่ 19 แล้ว

                               ปี พ.. 2525 (.. 1982) สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มีการแข่งขันเซปักตะกร้อ โดยเชิญทีมจากต่างประเทศ เป็นครั้งแรก มาร่วมการแข่งขันที่ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเรียกรายการแข่งขันว่า การแข่งขันเซปักตะกร้อชิงถ้วย “TSA CUP”

                               ปี พ.. 2527 (.. 1984) สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย โดย พลตรีจารึก  อารีราชการัณย์ เป็นนายกสมาคมฯ ได้จัดการแข่งขันเซปักตะกร้อ รายการ “TSA CUP” โดยได้เปลี่ยนชื่อรายการแข่งขันเป็น “KING CUP” เป็นการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้เชิญทีมเซปักตะกร้อจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกปี จวบจนถึงปัจจุบัน มีการจัดการแข่งขันติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง เป็นครั้งที่ 22 แล้ว

                               การพัฒนากีฬาเซปักตะกร้อ ภายในประเทศไทย ได้แพร่กระจายออกไปตามสถาบันการศึกษาทุกระดับทั่วทุกภูมิภาค ทำให้เยาวชนและประชาชนทั่วไป มีความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ

                               กีฬาแหลมทองหรือ “เซียพเกมส์” กำหนด 2 ปี จัดให้มีการแข่งขัน ซึ่งได้ดำเนินการแข่งขันมาตลอด และได้มีบรรดาประเทศในแถบภาคพื้นเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อรายการแข่งขัน จาก “เซียพเกมส์” เป็น “ซีเกมส์” จวบจนปัจจุบัน

                               การแข่งขันกีฬา “ซีเกมส์” ได้ดำเนินการแข่งขันจนถึง ครั้งที่ 11 ปี พ.. 2524 (.. 1981) จึงได้มี นโยบายเชิญชวนบรรดาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อ และนับว่าเป็นความโชคดีของวงการกีฬาเซปักตะกร้อชาวเอเชีย ที่ ประเทศอินเดีย ได้เกิดความสนใจกีฬาเซปักตะกร้อเป็นอย่างมาก และได้มีหนังสือ                                                                                                                                                                  

หนังสือเชิญทีมเซปักตะกร้อของไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และ ฟิลิปปินส์ ไปยัง “นายทาจัดดิน” (Mr.Tajuddin) เลขาธิการสหพันธ์เซปักตะกร้อแห่งเอเชีย (ISTAF) เพื่อขอให้ประเทศทั้ง 4 ประเทศดังกล่าว ส่งทีมเซปักตะกร้อทีมเดี่ยว ไปทำการสาธิต ณ ประเทศอินเดีย ในเดือน พฤศจิกายน 2525 (November 1982)

                               การสาธิตกีฬาเซปักตะกร้อทีมเดี่ยว ได้เริ่มขึ้น ณ ประเทศอินเดีย และสิ่งสำคัญยิ่งในการสาธิตครั้งนั้นคือ นางอินทิรา  คานธี นายกรัฐมนตรีประเทศอินเดีย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการสาธิต สำหรับผู้นำทีมเซปักตะกร้อของประเทศไทย ไปร่วมทำการสาธิตในครั้งนั้น ได้แก่ พันเอก (พิเศษ) เดชา  กาลบุตร และ นายนพชัย  วุฒิกมลชัย

                               ปี พ.. 2530 (.. 1987) นายกสมาคมตะกร้อประเทศสิงคโปร์ ในฐานะรองประธานสหพันธ์เซปักตะกร้อแห่งเอเชีย เป็นหัวหน้าคณะ และ นายอับดุล ฮาลิม บิน เคเดอร์ (Mr.Abdul Halim Bin Kader) เป็นเลขานุการ นำนักกีฬาเซปักตะกร้อทีมเดี่ยวของ ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และ สิงคโปร์ ไปทำการสาธิต ณ ประเทศจีน เมื่อเดือน ธันวาคม 2530 (December 1987) ซึ่งมีเป้าหมายจะนำกีฬาเซปักตะกร้อ บรรจุในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 11 ณ ประเทศจีน “ปักกิ่งเกมส์” ในปี พ.. 2533 (.. 1990) โดยการสาธิตครั้งนั้น ได้มีการอบรมกติกากีฬาเซปักตะกร้อให้กับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ของประเทศจีนด้วย

                               การสาธิตกีฬาเซปักตะกร้อครั้งนั้น เป็นผลให้ “กีฬาเซปักตะกร้อ” ได้บรรจุเข้าแข่งขันใน “กีฬาเอเชี่ยนเกมส์” เป็นครั้งแรก ณ ประเทศจีน “ปักกิ่งเกมส์”

                               ปี พ.. 2532 (.. 1989) ไทย, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ได้ร่วมกันส่งทีมเซปักตะกร้อทีมเดี่ยว ไปสาธิตหรือเผยแพร่ตามคำเชิญของ ประเทศญี่ปุ่น โดยให้ทำการสาธิตในงาน “World Sports Fair” ซึ่งทีมเซปักตะกร้อของญี่ปุ่น ได้เข้าร่วมในการสาธิตครั้งนั้นด้วย

                               การสาธิตกีฬาเซปักตะกร้อ ณ ประเทศญี่ปุ่น ครั้งนั้น ก็เพื่อเผยแพร่และมีเป้าหมายที่จะให้บรรจุกีฬาเซปักตะกร้อ เข้าในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 12 ณ ประเทศญี่ปุ่น “ฮิโรชิมาเกมส์” ในปี พ.. 2537 (.. 1994) ซึ่งได้รับการบรรจุเข้าแข่งขันตามเป้าหมาย

                               ปี พ.. 2542 (.. 1999) ไทย และสิงคโปร์ โดย นายบุญชัย  หล่อพิพัฒน์ และ นายอับดุล ฮาลิม บิน เคเดอร์ ได้ร่วมกันนำทีมเซปักตะกร้อทีมเดี่ยวไปสาธิตและเผยแพร่ที่ประเทศโคลัมเบีย ในงาน Exposport

 

                               แผนการพัฒนากีฬาตะกร้อสู่อนาคต

                               สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย โดย พลตรี ดร.จารึก  อารีราชการัณย์ นายกสมาคมฯ คนปัจจุบัน มีนโยบายที่จะเผยแพร่กีฬาตะกร้อให้ขยายมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาผลงานอันโดดเด่นของท่าน คือการทุ่มเทอย่างมาก ร่วมกับ นายวัฒนา  ยุกแผน, นายเฉลิม  ชัยวัชราภรณ์, นายบุญชัย  หล่อพิพัฒน์, นายอับดุล ฮาลิม บิน เคเดอร์ (Mr.Abdul Halim Bin Kader) และพันโทรุจ  แสงอุดม “ผลักดัน” กีฬาเซปักตะกร้อเข้าสู่ “กีฬาเอเชี่ยนเกมส์” เป็นผลสำเร็จ

                               การแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อในกีฬา “เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 11” เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.. 2533 (.. 1990) ณ ประเทศจีน “ปักกิ่งเกมส์”

                               พลตรี ดร.จารึก  อารีราชการัณย์ ได้ก่อตั้ง “สถาบันพัฒนากีฬาตะกร้ออาชีพนานาชาติ” INTERNATIONAL  TAKRAW  ACADEMY  (INTA) สำนักงานตั้งอยู่ที่ การกีฬาแห่งประเทศไทย  หัวหมาก  กรุงเทพฯ โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 (2 July,2007) ซึ่งมีมวลสมาชิกสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ (ASTAF) จำนวน 15 ประเทศ ประกอบด้วย มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, ฟิลิปปินส์, เกาหลี, ศรีลังกา, ปากีสถาน, อินเดีย, พม่า, เวียตนาม, ลาว, อิหร่าน, บราซิล และไทย มาร่วมในพิธีเปิดด้วย

 

                               นโยบายของ “สถาบันพัฒนากีฬาตะกร้ออาชีพนานาชาติ” จะทำการฝึกอบรม ผู้ฝึกสอน, ผู้ตัดสิน, ผู้บริหารทีมกีฬาตะกร้อให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น โดยจะช่วยส่งเสริม-สนับสนุนการพัฒนากีฬาตะกร้อ ให้แก่ประเทศสมาชิกสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ (ASTAF) อีกด้วย

 

                               สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย โดย พลตรี ดร.จารึก อารีราชกัณย์ มีปณิธานอันแรงกล้าที่จะผลักดันกีฬาตะกร้อ เข้าสู่โอลิมปิคเกมส์ ซึ่งเมื่อวันที่ 19กุมภาพันธ์ 2543 (19 February,2000)ได้จัดการสาธิตกีฬาเซปักตะกร้อให้ นายฮวน อันโตนิโอ ซัมมารานซ์ (Mr.Juan Antonio Samaranch) ประธานโอลิมปิค พร้อมคณะชมการสาธิต ซึ่งผู้เขียนเป็นผู้ดำเนินการจัดการสาธิตเซปักตะกร้อ กติกาเดิม กล่าวคือ แต่ละเซทคะแนนสิ้นสุดที่ 15 คะแนน โดยฝ่ายใดเสิร์ฟจึงจะได้คะแนน ซึ่งมีการเปลี่ยนเสิร์ฟกันหลายครั้งกว่าจะได้ 1 คะแนน การสาธิตจัดขึ้นที่อินดอร์สเตเดี้ยม  หัวหมาก กรุงเทพฯ หลังจากการสาธิตสิ้นสุดลงนายฮวน อันโตนิโอ ซัมมารานซ์ ให้ความเห็นและแนะนำว่า กีฬาเซปักตะกร้อ แต่ละเซทแข่งขันเนิ่นนานเกินไป ไม่สามารถกำหนดเวลาการแข่งขัน หากมีความประสงค์จะเสนอเข้าสู่โอลิมปิคเกมส์ จะต้องเปลี่ยนแปลงเกมการแข่งขันให้กระชับ อย่าเนิ่นนานจนเกินไป และกีฬาที่จะสามารถนำเสนอเข้าสู่โอลิมปิคเกมส์ได้ มักจะมีชื่อคำว่า “บอล” ลงท้าย เช่น ฟุตบอล, วอลเลย์บอล, บาสเก็ตบอล เป็นต้น และควรมีประเทศมหาอำนาจด้านกีฬาทางยุโรปร่วมเป็นสมาชิกด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, ฝรั่งเศส เป็นต้น

 

                               ผลจากการสาธิตกีฬาเซปักตะกร้อให้ นายฮวน อันโตนิโอ ซัมมารานซ์ ได้ชม เป็นสาเหตุให้มีการปรับปรุง-แก้ไข เกมการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อ มาเป็นการนับคะแนนแบบ “แรลลี่พ้อยซ์” แต่ละเซทคะแนนสิ้นสุดที่ 21 คะแนน และเซทไทเบรก (เซทที่สาม) สิ้นสุดที่ 15 คะแนน ดังที่ใช้ทำการแข่งขันกันในปัจจุบันนั่นเอง

 

                               จะอย่างไรก็ตาม การ “ผลักดัน” กีฬาเซปักตะกร้อ เข้าสู่โอลิมปิคเกมส์ ยังจะดำเนินการต่อไป โดยการนำของ พลตรี ดร.จารึก  อารีราชการัณย์ ด้วยการร่วมมือของ นายอับดุล ฮาลิม บิน เคเดอร์ ประธานสหพันธ์เซปักตะกร้อแห่งเอเชีย (ISTAF), นายวัฒนา  ยุกแผน, ดร.เฉลิม  ชัยวัชราภรณ์ และนายบุญชัย  หล่อพิพัฒน์

                               ทำเนียบนักกีฬาตะกร้อของประเทศไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีนักกีฬาตะกร้อที่ถือว่า “ทรงคุณค่า” แต่ละคนต่างยุค-ต่างสมัย มีความสามารถที่ได้รับการยอมรับในวงการกีฬาตะกร้อไทย สมควรต้องบันทึกไว้เป็นหลักฐานหรือเกียรติประวัติ ดังต่อไปนี้

 

.. และ (..)

ชื่อ-นามสกุล

ตำแหน่ง/หน้าที่

ความสามารถเฉพาะ/พิเศษ

2508 (1965)

...เจริญ  ศรีจามร

ปรมาจารย์กีฬาตะกร้อ

- เล่นกีฬาตะกร้อได้ดีทุกประเภทและเป็นแบบอย่าง

  (ข้ามตาข่าย,ลอดห่วง,เซปักตะกร้อ)

นายประชา  ปานจีน

นักกีฬาตะกร้อลอดห่วง

“ทรงคุณค่า”

- เป็นผู้เล่นลูกโค้งหลังบ่วงมือ คนแรก

2510 (1967)

นายสรรค์ชัย  พรหมกฤษณ์

นักกีฬาเซปักตะกร้อ

“หน้าขวาทำ ทรงคุณค่า”

- ยืนเล่นลูกซันแบครุนแรงและมีลูกศีรษะที่รุนแรง

..สุจินต์  แก้วสว่าง

นักกีฬาตะกร้อ ทรงคุณค่า

- เป็นแชมป์ชายเดี่ยวข้ามตาข่ายตลอดยุคสมัย และเป็น

  นักกีฬาเซปักตะกร้อที่พื้นฐานดีที่สุดในยุคนั้น

2518 (1975)

นายประเสริฐ  สิริพัฒนผล

นักกีฬาเซปักตะกร้อ

“หน้าขวาชง  ทรงคุณค่า”

- พื้นฐาน, การชงลูกตะกร้อด้วยศีรษะดีที่สุดในยุคนั้น

2520 (1977)

นายสุรัตน์  ณ เชียงใหม่

นักกีฬาเซปักตะกร้อ

“หลัง ทรงคุณค่า”

- พื้นฐาน, การชง, การเสิร์ฟอยู่ในขั้นดี

..(พิเศษ)เอนก  อินทร์อำนวย

นักกีฬาเซปักตะกร้อ

“หน้าซ้ายทำ ทรงคุณค่า”

- กระโดดลอยตัวฟาดซันเมอร์ซอล ลักษณะการฟาดเท้า

  2 ข้างลอยขึ้น

2522 (1979)

นายสุธน  กำกัดวงษ์

นักกีฬาเซปักตะกร้อ

“หน้าซ้ายชง ทรงคุณค่า”

- พื้นฐาน, การชง ดีที่สุดในยุคนั้นเป็นนักกีฬาคนแรกและ

  คนเดียวที่รับ-ชง ด้วยลูกข้างเท้าด้านนอกได้ดีที่สุด

2528 (1985)

นายเกรียงไกร  มุทาลัย

นักกีฬาเซปักตะกร้อ

“หน้าขวาชง ทรงคุณค่า”

- พื้นฐาน, การชง ดีที่สุดในยุคนั้นและเป็นมือชงที่

  สามารถช่วยทำได้ด้วย

นายวีนัส  ณ หนองคาย

นักกีฬาเซปักตะกร้อ

“หน้าซ้ายทำ ทรงคุณค่า”

- เป็นมือทำได้หลากหลายรูปแบบ

  (ลูกเหยียบ, ลูกปาด, ลูกฟาด)

2540 (1997)

นายสืบศักดิ์  ผันสืบ

นักกีฬาเซปักตะกร้อ

“หลัง ทรงคุณค่า”

- พื้นฐานอยู่ในขั้นดี เป็นผู้เสิร์ฟด้วยหลังเท้าได้ดี

 

                               ทำเนียบผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อทีมชาติไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีผู้ฝึกสอนที่ถือว่า “ทรงคุณค่า” แต่ละคนต่างยุค-ต่างสมัย มีความสามารถที่ได้รับการยอมรับในวงการกีฬาเซปักตะกร้อไทย สมควรต้องบันทึกไว้เป็นหลักฐานหรือเกียรติประวัติ ดังต่อไปนี้

 

.. และ (..)

ชื่อ-นามสกุล

ความสามารถ

2508 (1965)

พันเอก(พิเศษ) ชุ่ม  ยิ้มสมบูรณ์

- มีหลักการใช้จิตวิทยากับนักกีฬาได้ดีเป็นพิเศษ

2535 (1992)

นายจิตทวี  พงศ์ศาสตร์

- แก้ไขปัญหาดี จากทีมเป็นรองต่อคู่แข่งขัน

  สามารถพลิกสถานการณ์ชนะได้หลายครั้ง

2540 (1997)

นายกมล  ตันกิมหงษ์

- ใช้หลักการและข้อมูลได้ดี

เรืออากาศเอกคมกฤษ  ทับแก้ว

- เป็นผู้มีประสบการณ์ดี มีจิตวิทยาสูงต่อการทำทีม

จ่าสิบเอกสมพร  แสนยบุตร

- เป็นผู้มีประสบการณ์มาก และมีหลักการดี

จ่าสิบเอกนภา  แตงโต

- เป็นผู้มีประสบการณ์มาก และมีหลักการสอนดี

 

                               การเรียบเรียงหรือบันทึก “ประวัติศาสตร์กีฬาตะกร้อของประเทศไทย” ฉบับนี้ สำเร็จลุล่วงด้วยดี มีข้อมูลสมบูรณ์ ก็เพราะความช่วยเหลือและความร่วมมือจากหลายท่าน ที่ได้กรุณาให้ข้อมูลทั้งด้วยการบอกเล่าและเขียนให้ ซึ่งผู้เขียน/เรียบเรียง จะละเลยมิได้ในการที่จะต้องบันทึกชื่อของท่านเหล่านั้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติไว้ และขอกราบขอบพระคุณบุคคล ดังต่อไปนี้          

                               1. พันเอก (พิเศษ) เดชา    กาลบุตร                             (เสียชีวิตแล้ว)

                               2. พันเอก (พิเศษ) ชุ่ม      ยิ้มสมบูรณ์                        (เสียชีวิตแล้ว)

                               3. จ่าสิบตำรวจเจริญ         ศรีจามร                              (เสียชีวิตแล้ว)

                               4. ร้อยเอกจำเนียร                            แสงสม                              (เสียชีวิตแล้ว)

                               5. นายชาญ                                       ธรรมวงษ์                          (เสียชีวิตแล้ว)

                               6. นายวัฒนา                         ยุกแผน

                               7. นายบุญชัย                        หล่อพิพัฒน์

                               8. นายวิรัตน์                          เกิดเงิน

                               9. พันเอก (พิเศษ) มานพ   จันทเตมีย์

                            10. นาวาอากาศเอกสุจินต์                 แก้วสว่าง

                            11. สรรค์ชัย                          พรหมกฤษณ์

 

 

สถิติผลการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อ (ทีมชุดชาย)

ในการแข่งขัน กีฬาเซียพเกมส์ และ ซีเกมส์

 

ครั้งที่

.. และ (..)

ประเทศเจ้าภาพ

เหรียญทอง

เหรียญเงิน

เหรียญทองแดง

หมายเหตุ

1

2502 (1959)

ไทย

 

 

 

- ไม่มีแข่งขัน

2

2504 (1961)

พม่า

 

 

 

- ไม่มีแข่งขัน

3

2508 (1965)

มาเลเซีย

มาเลเซีย

ไทย

ลาว

 

4

2510 (1967)

ไทย

ไทย

มาเลเซีย/สิงคโปร์

 

 

5

2512 (1969)

พม่า

 

 

 

- ไม่มีแข่งขัน

6

2514 (1971)

มาเลเซีย

มาเลเซีย

ไทย

สิงคโปร์

 

7

2516 (1973)

สิงคโปร์

มาเลเซีย

สิงคโปร์

ไทย

 

8

2518 (1975)

ไทย

มาเลเซีย

ไทย

สิงคโปร์

 

9

2520 (1977)

มาเลเซีย

มาเลเซีย

ไทย

สิงคโปร์

 

10

2522 (1979)

อินโดนีเซีย

มาเลเซีย

ไทย

สิงคโปร์

- เปลี่ยนเป็น “ซีเกมส์”

11

2524 (1981)

ฟิลิปปินส์

มาเลเซีย

สิงคโปร์

ไทย

 

12

2526 (1983)

สิงคโปร์

มาเลเซีย

ไทย

สิงคโปร์

 

13

2528 (1985)

ไทย

ไทย

มาเลเซีย/สิงคโปร์

 

 

14

2530 (1987)

อินโดนีเซีย

ไทย

มาเลเซีย/สิงคโปร์

 

 

15

2532 (1989)

มาเลเซีย

ไทย

มาเลเซีย

 

 

16

2534 (1991)

ฟิลิปปินส์

มาเลเซีย

ไทย

 

 

17

2536 (1993)

สิงคโปร์

ไทย

มาเลเซีย

 

 

18

2538 (1995)

ไทย (เชียงใหม่)

ไทย

มาเลเซีย

สิงคโปร์/อินโดนีเซีย

 

19

2540 (1997)

อินโดนีเซีย

ไทย

มาเลเซีย

สิงคโปร์/อินโดนีเซีย

 

20

2542 (1999)

บรูไน

ไทย

พม่า

มาเลเซีย/อินโดนีเซีย

 

21

2544 (2001)

มาเลเซีย

ไทย

มาเลเซีย

พม่า/อินโดนีเซีย

 

22

2546 (2003)

เวียตนาม

ไทย

มาเลเซีย

พม่า/อินโดนีเซีย

 

23

2548 (2005)

ฟิลิปปินส์

มาเลเซีย

ไทย

พม่า/อินโดนีเซีย

- แข่งขันทีมเดี่ยว

24

2550 (2007)

ไทย (นครราชสีมา)

ไทย

อินโดนีเซีย

ลาว/เวียตนาม

 

 

New Document



| HOME | CONTACTUS |


สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย
THE TAKRAW ASSOCIATION OF THAILAND
2006 © All rights reserved.


Site Meter